วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การขยายกล้วยไม้


พันธุ์ วิธีนี้เป็นการนำเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของกล้วยไม้ ซึ่งไม่ใช้เมล็ด ไปทำการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณ โดยที่ยังคงลักษณะทางพันธุศาสตร์ของต้นเดิมไว้ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย    

ขั้นตอน
1. การตัดแยกลำหน้า (front bulb) และลำหลัง (back bulb) ใช้สำหรับกล้วยไม้ประเภทฐานร่วม เช่น กล้วยไม้สกุลสิงห์โตกลอกตา สกุลกุหลาบ สกุลคัทลียา เป็นต้น

กล้วย ไม้ประเภทฐานร่วมจะมีเหง้าซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ลำต้นเป็นตัวสร้างลำลูก กล้วยและเชื่อมโยงส่วนโคนของลำลูกกล้วยให้ติดต่อกัน ลำลูกกล้วยที่เกิดก่อนหรือแก่กว่าเรียกว่า "ลำหลัง" ส่วนลำที่เกิดที่หลังหรืออ่อนกว่าเรียกว่า "ลำหน้า" และทิศทางที่เหง้าเจริญออกไปเป็นลำลูกกล้วยลำใหม่เรียกว่า "หน้าไม้" กล้วยไม้ที่ปลูกใหม่ ๆ ในระยะแรกควรเลี้ยงไว้ในที่ร่ม พอมีรากใหม่เกิดขึ้นจึงนำออกไปเลี้ยงในเรือนเลี้ยงกล้วยไม้

2. การ ตัดลำแก่ไปปักชำ ใช้สำหรับกล้วยไม้ประเภทฐานร่วมบางสกุล เช่น สกุลหวาย สกุลเข็ม สกุลช้าง โดยตัดลำลูกกล้วยลำหนัง ๆ ที่แก่แต่ก็ยังคงสมบูรณ์และอาจจะทิ้งใบหมดแล้วให้ขาดจากกอแยกเป็นลำเดี่ยว ๆ ตัดรากเก่า ๆ ที่โคนลำออกให้หมด ระวังอย่าให้ตาที่โคนลำเป็นอันตรายแล้วเปลือกข้าง รดน้ำให้ตามปกติ ถ้าตาที่โคนลำลูกกล้วยสมบูรณ์ดีจะแตกเป็นหน่อกลายเป็นลำลูกกล้วย มีราก มีใบได้ หรืออาจเกิดเป็นตะเกียงหรือหน่อเล็ก ๆ ที่กลางหรือปลายลำลูกกล้วย ซึ่งเจริญเติบโตเป็นลำลูกกล้วยไม้ มีราก มีใบ เช่นเดียวกับต้นเดิม การย้ายไปปลูกใหม่ก็คงปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกหน้าลำหลัง

3. การตัดก้านช่อดอก ให้แตกต้นอ่อนที่ข้อก้าน ใช้สำหรับกล้วยไม้สกุลฟาแลนอปซิส

4. การ ตัดยอดและการแยกหน่อ ใช้สำหรับกล้วยไม้ประเภทฐานเดี่ยว เช่น กล้วยไม้สกุลช้าง แวนดา กุหลาบ เป็นต้น ตัวอย่างการขยายพันธุ์กล้วยไม้สกุลช้างด้วยวิธีตัดยอด ให้เลือกเฉพาะต้นที่มีขนาดสูงพอดี และมีรากเกิดขึ้นที่ส่วนยอด ตัดลำต้นออกเป็น 2 ท่อน ด้วยกรรไกรหรือมีดคม ๆ ที่สะอาด ให้ท่อนบนซึ่งเรียกว่ายอดมีรากติดไปด้วย 2-3 ราก ส่วนท่อนล่างซึ่งติดอยู่กับภาชนะที่ปลูกเรียกว่าตอให้มีความสูง มีข้อปล้อง และใบเหลืออยู่พอสมควร หลังจากตัดส่วนยอดออกไปไม่นานจะมีหน่อเกิดขึ้นที่ตาของต้นตอ นำส่วนยอดไปปลูกส่วนการแยกหน่อจากต้นเดิมควรเลือกแยกหน่อที่แข็งแรง มีรากอยู่ใกล้ ๆ กับโคนหน่ออย่างน้อย 2-3 ราก ใช้กรรไกรหรือมีดคม ๆ ที่สะอาดตัดตรงใกล้โคน โดยให้หน่อชิดกับต้นเดิมมากที่สุด ให้รากที่เกิดจากโคนหน่อติดไปกับหน่อทั้งหมด หลังจากตัดยอดหรือแยกหน่อออกไปแล้วรอยแผลที่เกิดขึ้นทุกแผลควรใช้ปูนแดง หรือยาป้องกันโรค เช่น ออร์โธไซด์ 50 ผสมน้ำให้เละ ๆ ทาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากกล้วยไม้ประเภทฐานเดี่ยวในสภาพแวดล้อมของบ้านเราแทบจะไม่มีการพัก ตัว การตัดยอดและการแยกหน่อจึงน่าจะทำได้ในทุกฤดูกาล แต่ที่เหมาะที่สุดคือปลายฤดูร้อนถึงต้นฤดูฝน

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จันทร์ผา


จันทร์ ผา เป็นไม้ป่าประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ จันทร์ผามีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่ง จันทร์แดง หรือลักจั่น จันทร์ผาจัดเป็นไม้ยืนต้น มีความสูงประมาณ 5-7 ฟุต ลำต้นแกร่ง เปลือกนอกลำต้นมีลักษณะเกลี้ยงเป็นสีเทานวล ลักษณะลำต้นตั้งตรงเป็นลำคล้ายหมาก ใบของจันทร์ผาจะแตกใบเป้น่ช่อเฉพาะส่วนยอด แต่อาจจะมีการแตกแขนงออกจากลำต้นใหญ่ได้อีก ลักษณะใบของจันทร์ผาจะมีลักษณะใบเรียวยาว ใบจันทร์ผาจะสีเขียวเข้มปลายใบจะแหลมเป็นรูปหอก ริมใบเรียบเกลี้ยง ส่วนก้านใบจะมีลักษณะเป็นกาบหุ้มซ้อนทับอยู่รอบ ๆ ต้นขนาดของใบจะยาวประมาณ 1.5-2 ฟุต มีความกว้างของใบราว 4-5 เซนติเมตร ดอกของจันทร์ผาจะออกดอกเป็นพวาง โดยแตกออกจากโคนก้านใบคล้ายกับจั่นหมากด้วยเหตุนี้เอง จันทร์ผา จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลักจั่น หมายถึงต้นไม้ ที่ไม่ใช้ต้นหมากหรือมะพร้าวแต่สามารถออกดอกเป็นจั่นได้อย่างจั่นหมาก หรือจั่นมะพร้าว เข้าทำนองว่าคล้ายกับการไปลักจั่นหมากหรือจั่นมะพร้าวมาออกที่ต้นของมันได้ นั่นเอง
จั่นดอกของจันทร์ผาพวงหนึ่ง ๆ จะมีดอกเล็ก ๆ มากมายหลายพันดอกในแต่ดอกจะมีกลีบสีขาวเล็ก ๆ จำนวน 6 กลีบที่บริเวณกลางดอกจะเป็นจุดสีแดงสด เมื่อดอกบานเต็มที่มีความกว้างดอกประมาณ 0.8 เซนติเมตร ในจั่นดอกจั่นหนึ่ง ๆ จะใช้เวลาการบานดอกนานประมาณ 10-15 วัน
จั่นดอกของจันทร์ผา แต่ละจั่นจะห้อยเป็นพวงระย้ายาว เมื่อดอกแก่และมีการผสมติดก็จะเกิดเป็นผลมีลักษณะเป็นผลกลมเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับขนาดของผลมะแว้งผลเมื่อยังอ่อนอยู่จะมีผลเป็นสีเขียว แต่เมื่อผลแก่สุกก็จะกลายเป็นสีแดงสดและจะกลายเป็นสีดำคล้ำเมื่อผลจันทร์ผา แก่จัด ในช่วงที่ผลจันทร์ผาเป็นสีดำคล้ำหรือแก่จัดนี้เองเป็นช่วงที่สามารถนำไปเพาะ เพื่อขยายพันธุ์ ได้ในการขยายพันธุ์จันทร์ผาจะใช้วิธีปักชำก็ได้ เช่น หรือจะใช้วิธีหักต้นไปปักให้ขึ้นเป็นต้นใหม่ได้
จันทร์ผาจัดเป็นไม้กลางแจ้งที่ปัจจุบันดำลังได้รับความนิยมสูง เนื่องจากวงการไม้ประดับนิยมจะนำจันทร์ผาไปกตแต่งสวนหย่อมกันมากนั่นเอง
ในการปลูกจันทร์ผา ควรปลูกในดินทีผสมด้วยหินหรือลูกรังให้มาก ดังนั้นในหลุมที่ขุดเตรียมไว้เพื่อปลูกจันทร์ผา จึงควรมีการผสมดินปลูกใหม่ให้เหมาะสม ดังกล่าวเพราะถ้าหากปลูกจันทร์ผาโดยวิธีกรปลูกลงในดินล้วน ๆ แล้ว ยอดของจันทร์ผาที่เกิดใหม่จะลีบเล็กลงทั้งนี้เพราะจันทร์ผาเป็นไม้ที่มีราก แข็งแรงและ ชิบฝังรากลึก ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี ดังนั้น การปลูกจันทร์ผาโดยใช้ส่วนผสมที่มีหินหรือลูกรัง จะช่วยรากของจันทร์ผาแข็งแรงและทนแล้งได้ดี ดังนั้น หากปลูกจันทร์ผาในดินล้วน ๆ รากของจันทร์ผาจะไม่แข็งแรง และมีผลทำให้ยอดลีบเล็กลงได้
จากเหตุผลดังกล่าวมานี้เอง เราจึงมักจะพบเห็นจันทร์ผาในธรรมชาติขึ้นอยู่ตามภูเขาสูง ๆ หรือตามเกาะแก่งกลางทะเลที่ห่างไกลจากฝั่ง
คุณบุญมาและคุณอารี จอมผา ผู้ประกอบกิจการ “สวนบุญมา” ที่รังสิต-นครนายก คลอง 15……
จันทร์ ผาเป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่คุณบุญมามองเห็นว่า “เหมาะ” ที่จะนำมาแต่งสวน ด้วยลำต้นสูงโปร่ง, ใบเรียวปลายแหลมเรียงตัวกันเป็นทรงพุ่มกลมที่ยอดกิ่ง โดยมีลักษณะเด่นที่ทรงต้นและกิ่งที่ตรง ไม่ขอดได้ทรงสวย แถมยังสูงได้ถึง 5 เมตรด้วย จันทร์ผาจึงเหมาะที่จะใช้ในการสร้างจุดเด่นในมุมมองที่สูงจากพื้น
“เมื่อ ก่อนผมขายจันทร์ผาเยอะกว่านี้ครับ แต่มันเป็นไม้ป่าไงครับ เป็นไม้อนุรักษ์ ถ้านำมาจากป่าเลยอาจจะถูกปรับได้ เดี๋ยวนี้เค้ามีเลี้ยงเป็นไม้บ้านแล้ว ผมก็หามาตามสวนต่าง ๆ ที่ปลูกขาย” เจ้าของสวนบุญมาสาธยาย ก่อนจะจำแนกวิธีดูว่าต้นไหนเป็นไม้ป่าหรือไม้เลี้ยงให้ฟัง
“ถ้า เป็นไม้ป่า เดี๋ยวนี้หายากครับ แต่มันดูง่ายมาก ลำต้นจะลีบขอด ไม่สวยเพราะต้องเติบโตในสภาพป่าธรรมชาติที่แห้งแล้ง มันเลยขาดอาหารไป แต่ถ้าเป็นไม้เลี้ยงล่ะก็ มันจะเป็นทรงของมันเลยครับ ถ้าไม้เลี้ยงจะดูรู้เลยเพราะลำต้นมันดูอ้วน”
ต้น จันทร์ผาที่เกิดจากเมล็ดจะให้ทรงต้นที่สวยสมบูรณ์กว่า มีรากแข็งแรง ไม่ล้มง่าย ราคาจึงสูงกว่าต้นที่เกิดจากการปักชำถึงเท่าตัว ส่วนการเลี้ยงดูนั้นค่อนข้างง่ายเนื่องจากเป็นไม้ป่า สภาพอากาศแห้งแล้งก็สามารถอยู่ได้ เจ้าของสวนไม่ต้องรดน้ำทุกวันหรือเอาใจใส่เป็นพิเศษแต่อย่างไร
นอก จากนี้ราคาของจันทร์ผายังขึ้นอยู่กับ “ความสูง” และ “อายุ” โดยตรงอีกด้วย ต้นเล็ก ๆ สูงสัก 1 เมตร ราคาตกราว 400 บาทเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นต้นสูงขนาด 4 เมตร ราคาก็จะอัพขึ้นไปเป็น 10,000 บาทขึ้นไป นอกจากนี้ราคายังขึ้นอยู่กับ “ทรง” และ “ความสมบูรณ์” ของ
คุณบุญมาและคุณอารี จอมผา ผู้ประกอบกิจการ “สวนบุญมา” ที่รังสิต-นครนายก คลอง 15……
จันทร์ผาเป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่คุณบุญมามองเห็นว่า “เหมาะ” ที่จะนำมาแต่งสวน ด้วยลำต้นสูงโปร่ง, ใบเรียวปลายแหลมเรียงตัวกันเป็นทรงพุ่มกลมที่ยอดกิ่ง โดยมีลักษณะเด่นที่ทรงต้นและกิ่งที่ตรง ไม่ขอดได้ทรงสวย แถมยังสูงได้ถึง 5 เมตรด้วย จันทร์ผาจึงเหมาะที่จะใช้ในการสร้างจุดเด่นในมุมมองที่สูงจากพื้น
“เมื่อก่อนผมขายจันทร์ผาเยอะกว่านี้ครับ แต่มันเป็นไม้ป่าไงครับ เป็นไม้อนุรักษ์ ถ้านำมาจากป่าเลยอาจจะถูกปรับได้ เดี๋ยวนี้เค้ามีเลี้ยงเป็นไม้บ้านแล้ว ผมก็หามาตามสวนต่าง ๆ ที่ปลูกขาย” เจ้าของสวนบุญมาสาธยาย ก่อนจะจำแนกวิธีดูว่าต้นไหนเป็นไม้ป่าหรือไม้เลี้ยงให้ฟัง
“ถ้าเป็นไม้ป่า เดี๋ยวนี้หายากครับ แต่มันดูง่ายมาก ลำต้นจะลีบขอด ไม่สวยเพราะต้องเติบโตในสภาพป่าธรรมชาติที่แห้งแล้ง มันเลยขาดอาหารไป แต่ถ้าเป็นไม้เลี้ยงล่ะก็ มันจะเป็นทรงของมันเลยครับ ถ้าไม้เลี้ยงจะดูรู้เลยเพราะลำต้นมันดูอ้วน”
ต้นจันทร์ผาที่เกิดจากเมล็ดจะให้ทรงต้นที่สวยสมบูรณ์กว่า มีรากแข็งแรง ไม่ล้มง่าย ราคาจึงสูงกว่าต้นที่เกิดจากการปักชำถึงเท่าตัว ส่วนการเลี้ยงดูนั้นค่อนข้างง่ายเนื่องจากเป็นไม้ป่า สภาพอากาศแห้งแล้งก็สามารถอยู่ได้ เจ้าของสวนไม่ต้องรดน้ำทุกวันหรือเอาใจใส่เป็นพิเศษแต่อย่างไร
นอกจากนี้ราคาของจันทร์ผายังขึ้นอยู่กับ “ความสูง” และ “อายุ” โดยตรงอีกด้วย ต้นเล็ก ๆ สูงสัก 1 เมตร ราคาตกราว 400 บาทเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นต้นสูงขนาด 4 เมตร ราคาก็จะอัพขึ้นไปเป็น 10,000 บาทขึ้นไป นอกจากนี้ราคายังขึ้นอยู่กับ “ทรง” และ “ความสมบูรณ์” ของต้นอีกเช่นกัน
ที่มา:http://www.oknation.net/blog/rakjunpa/2007/04/24/entry-1

เรื่อง จันทร์ผา ตอนที่ 2


 
ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ นักวิชาการเกษตร 6
คณะทรัพยากรธรรมชาติ ผู้เขียน/อ่านบทความ
 
          ในตอนที่ผ่านมา เราได้นำเสนอเรื่องราวของจันทร์ผา และรายละเอียดของการเกิดของจันทร์ผาในธูรรมชาติกั้นไปแล้วนะคะว่า จันทร์ผาเป็นไม้ป่าในธรรมชาติที่ชอบขึ้นอยู่ตามภูเขา ในประเทศไทยเราจะพบเห็นจันทร์ผาขึ้นอยู่ทั่วไปในจังหวัดเลย และในการนำจันทร์ผามาเพื่อขายหรือจำหน่ายในลักษณะไม้ประดับนั้นจะใช้วิธีการ ตัดกิ่งใหม ่ที่แตกมาจากต้นมาทำการเพาะชำและปลูกเลี้ยงไว้เพื่อขายหรือจำหน่ายต่อไป การกระทำในลักษณะกังกล่าวจึง เป็นส่วนหนึ่งของการทำลายสภาพป่า ทำลายธรรมชาติ นอกจากนั้นแล้วในปัจจุบันจะพบว่า จันทร์ผาในธรรมชาตอ มักจะมีอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานแห่งชาติ วนอุทยานและป่าอนุรักษ์ ด้วยเหตุนี้เองการที่จะเพาะขยายพันธุ์จันทร์ผาเพื่อการขายหรือจำหน่าย จึงเป็นปัญหาต่อผู้ปลูกเลี้ยงและเกษตรกรเป็นอย่างมากและประการสำคัญเป็นเหตุ ที่ทำให้ ต้นจันทร์ดผาที่มีจำหน่ายอยู่ขณะนี้มีราคาสูงมากอีกด้วย
 
          ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้เอง ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์พืชสวนจังหวัดเลย จึงได้ทำการทดลอง เพื่อ นำเมล็ดพันธุ์จันทร์ผามาเพาะขยายพันธุ์และปรากฎผลว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใน นอกจากนี้การนำเมล็ดพันธุ์จันทร์ผามาเพาะเลี้ยง ยังเป็นการช่วยลดการทำลายธรรมชาติลดการทำลายสภาพป่าได้อีกวิธีหนึ่งด้วยนะคะ
 
          เทคนิคและขั้นตอนในการขยายพันธุ์จันทร์ผาจากเมล็ด ของศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์พืชสวนเลย จังหวัดเลยมีดังต่อไปนี้
 
          เมื่อต้นจันทร์ผาออกดอกในราวเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ แล้วดอกของจันทร์ผาได้รับการผสมประมาณเดือนเมษายน ดอกนั้นก็จติดเมล็ดจันทร์ผาสุกพร้อมจะนำมาใช้ในการเพาะขยายพันธุ์ต่อไปได้ให้นำเมล็ด จันทร์ผาที่สุกนี้มาล้างทำความสะอาด ปล้วนำไปเพระในวัสดุเพาะชำ ซึ่งจะจัดทำเป็นแปลงขนาดพอเหมาเกับจำนวนเมล็ดพันธุ์ที่เรามีโดยมใช้วัสดุเพราะสำคัญ ที่มีส่วนผสม ในอัตราส่วนดังนี้ คือ ทราย:แกลบดำ = 1:1 แล้วนำเมล็ดพันธุ์จันทร์ผามาหว่าน จากนั้นกลบเมล็ดจันทร์ผาด้วยวัสดุเพาะชำเล็กน้อยพอมิดเมล็ดแล้วรดน้ำ หมั่นรดน้ำ นานประมาณเดือนเศษเมล็ดจันทร์ผาก็จะแตกให้ต้นใหม่ พอต้นจันทร์ผาขึ้นสุงประมาณ 3-+4 นิ้ว ก็แสดงว่าต้นจันทร์ผาที่ได้พร้อมที่จะให้คุณผู้ฟัง/เกษตรกรนำไปแยกปลูกในแปลงที่เตรียม ไว้ต่อไป
 
           ในแปลงปลูก ก็จะเตรียมดินธรรมดา แล้ววางระยะปลูกให้ต้นห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร หลังจากนี้ก็คงหมั่นดูแลรดน้ำจนกระทั่งต้นสูงประมาณ 12 นิ้ว ก็พร้อมสำหรับการที่จะนำออกาจำหน่ายได้ โดยอาจจะแยกลงในถุงหรือในกระถางก็ได้
 
          เนื่องจาก จันทร์ผาจัดเป็นไม้ประดับที่หายาก และเป็นพืชที่ทางราชการหวงห้ามอยู่ด้วย ประกอบกับความต้องการของตลาดก็มีสูงมาก ราคาจึงดีหรือสูงกว่าไม้ประดับโดยทั่วไป ดังนั้น จึงน่าจัดเป็นพืชไม้ประดับอีกชนิดหนึ่ง ที่น่าสนใจนำมาทำเป็นอาชีพเสริมได้นะคะ เพราะนอกจากจะให้ราคาดีแก่เกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงแล้ว ยังเป็นช่วยลดการทำลายธรรมชาติแสละสิ่งแวดล้อมอีกด้วยค่ะ
 
งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
โทร.  (074) 211030-49  ต่อ 2370  ต่อ 14,212849 ต่อ 14 แฟกซ์ (074) 558803

การดูแลรักษาจันทร์ผา

การดูแลรักษา
แสง                           ชอบแสงแดดมาก

น้ำ                             ให้น้ำพอประมาณและสามารถทนการขาดน้ำได้เป็นเวลานาน ๆ

ดิน                            สามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด

ปุ๋ย                            ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้ปีละ 2 ครั้ง

การขยายพันธ์              โดยการปักชำ

โรคและแมลง               ทนทานต่อการทำลายของโรคและแมลงได้เป็นอย่างดี

credit: http://www.the-than.com/FLower/maipradab/k.html

จันทน์ผา (Dracaena)

ชื่อวิทยาศาสตร์          Dracaena lourieri
ตระกูล                       AGAVACEAE
การดูแลรักษา
แสง                           ชอบแสงแดดมาก
น้ำ                             ให้น้ำพอประมาณและสามารถทนการขาดน้ำได้เป็นเวลานาน ๆ
ดิน                             สามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด
ปุ๋ย                             ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้ปีละ 2 ครั้ง
โรคและแมลง             ทนทานต่อการทำลายของโรคและแมลงได้เป็นอย่างดี
    สภาพแห้งแล้งบนเพิงผาหินปูนหรือเกาะแก่งหินปูนกลางทะเลนับเป็นลักษณะ ภูมิประเทศแบบหนึ่งซึ่งยากต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตมากที่สุด พืชที่จะเจริญเติบโตอยู่ได้จำเป็นต้องปรับตัวให้มีความทนแล้ง (Xerophyte) หรือทนเค็ม (Halophyte) เป็นคุณสมบัติพื้นฐาน สำหรับต้นจันทน์ผา (Dracaena lourieri) ก็เช่นเดียวกัน เพราะมันเป็นพรรณไม้ชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วประเทศไทย ในบริเวณอันแห้งแล้งโดยเฉพาะป่าบนเขาหินปูนจันทน์ผาเป็นหนึ่งในพืชวงศ์ Dracaenaceae ที่พบประมาณ 11 ชนิด ในประเทศไทย และมีศูนย์กลางการกระจายพันธุ์บริเวณเขตศูนย์สูตรของทวีป
เอเชียและ แอฟริกา ลักษณะของจันทน์ผาเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นที่มีกิ่งก้านและแตกยอดมาก ต้นขนาดใหญ่มีเรือนยอดได้ถึง 100 ยอด และสูงได้ถึง 17 เมตร หรือมากกว่า ลำต้นกลม เปลือกต้นสีครีมอ่อน มีรอยแผลใบกลมๆ ติดๆกันทั่วไปหมด ใบออกเรียงเวียนสลับเป็นพุ่มบริเวณปลายกิ่ง โดยใบมีลักษณะเป็นแถบยาวปลายแหลม แลระเกะระกะ ดอกออกเป็นช่อขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่ง ช่อยาวถึง 1 เมตร ดอกมีขนาด 0.7-1 ซ.ม. สีครีมหรือเขียวอมชมพู ปลายกลีบแยกเป็นพูแคบๆ 6 พู ไม่ซ้อนกัน มีผลกลม สีส้มอมเขียวเมื่อแก่จะมีขนาดประมาณ 1 ซ.ม. ต้นจันทน์ผาสามารถยืนต้นทนแล้วเพื่อสร้างร่มเงาให้แก่เขาหินปูน กลายเป็นที่หลบภัยและพักพิงของสัตว์นานาชนิด อีกทั้งเศษซากใบที่ร่วงหล่น ยังทับถมจนเกิดเป็นชั้นดินตื้นๆ คลุมแผ่นหินปูนไว้ เหมาะจะเป็นแหล่งสะสมความชื้นให้แก่เมล็ดไม้อื่นต่อไป

ที่มา : http://www.tropicalforest.or.th/p62.htm

เรื่อง จันทร์ผา ตอนที่1

เรื่อง จันทร์ผา ตอนที่1
 
ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ นักวิชาการเกษตร 6
คณะทรัพยากรธรรมชาติ ผู้เขียน/อ่านบทความ
 
           จันทร์ผา เป็นไม้ป่าประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ จันทร์ผามีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่ง จันทร์แดง หรือลักจั่น จันทร์ผาจัดเป็นไม้ยืนต้น มีความสูงประมาณ 5-7 ฟุต ลำต้นแกร่ง เปลือกนอกลำต้นมีลักษณะเกลี้ยงเป็นสีเทานวล ลักษณะลำต้นตั้งตรงเป็นลำคล้ายหมาก ใบของจันทร์ผาจะแตกใบเป้น่ช่อเฉพาะส่วนยอด แต่อาจจะมีการแตกแขนงออกจากลำต้นใหญ่ได้อีก ลักษณะใบของจันทร์ผาจะมีลักษณะใบเรียวยาว ใบจันทร์ผาจะสีเขียวเข้มปลายใบจะแหลมเป็นรูปหอก ริมใบเรียบเกลี้ยง ส่วนก้านใบจะมีลักษณะเป็นกาบหุ้มซ้อนทับอยู่รอบ ๆ ต้นขนาดของใบจะยาวประมาณ 1.5-2 ฟุต มีความกว้างของใบราว 4-5 เซนติเมตร ดอกของจันทร์ผาจะออกดอกเป็นพวาง โดยแตกออกจากโคนก้านใบคล้ายกับจั่นหมากด้วยเหตุนี้เอง จันทร์ผา จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลักจั่น หมายถึงต้นไม้ ที่ไม่ใช้ต้นหมากหรือมะพร้าวแต่สามารถออกดอกเป็นจั่นได้อย่างจั่นหมาก หรือจั่นมะพร้าว เข้าทำนองว่าคล้ายกับการไปลักจั่นหมากหรือจั่นมะพร้าวมาออกที่ต้นของมันได้ นั่นเอง
 
           จั่นดอกของจันทร์ผาพวงหนึ่ง ๆ จะมีดอกเล็ก ๆ มากมายหลายพันดอกในแต่ดอกจะมีกลีบสีขาวเล็ก ๆ จำนวน 6 กลีบที่บริเวณกลางดอกจะเป็นจุดสีแดงสด เมื่อดอกบานเต็มที่มีความกว้างดอกประมาณ 0.8 เซนติเมตร ในจั่นดอกจั่นหนึ่ง ๆ จะใช้เวลาการบานดอกนานประมาณ 10-15 วัน
 
           จั่นดอกของจันทร์ผา แต่ละจั่นจะห้อยเป็นพวงระย้ายาว เมื่อดอกแก่และมีการผสมติดก็จะเกิดเป็นผลมีลักษณะเป็นผลกลมเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับขนาดของผลมะแว้งผลเมื่อยังอ่อนอยู่จะมีผลเป็นสีเขียว แต่เมื่อผลแก่สุกก็จะกลายเป็นสีแดงสดและจะกลายเป็นสีดำคล้ำเมื่อ
 
          จั่นดอกของจันทร์ผา แต่ละจั่นจะห้อยเป็นพวงระย้ายาว เมื่อดอกแก่และมีการผสมติดก็จะเกิดเป็นผลมีลักษณะเป็นผลกลมเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับขนาดของผลมะแว้งผลเมื่อยังอ่อนอยู่จะมีผลเป็นสีเขียว แต่เมื่อผลแก่สุกก็จะกลายเป็นสีแดงสดและจะกลายเป็นสีดำคล้ำเมื่อผลจันทร์ผาแก่จัด ในช่วงที่ผลจันทร์ผาเป็นสีดำคล้ำหรือแก่จัดนี้เองเป็นช่วงที่สามารถนำไปเพาะเพื่อขยายพันธุ์ ได้ในการขยายพันธุ์จันทร์ผาจะใช้วิธีปักชำก็ได้ เช่น หรือจะใช้วิธีหักต้นไปปักให้ขึ้นเป็นต้นใหม่ได้
 
          จันทร์ผาจัดเป็นไม้กลางแจ้งที่ปัจจุบันดำลังได้รับความนิยมสูง เนื่องจากวงการไม้ประดับนิยมจะนำจันทร์ผาไปกตแต่งสวนหย่อมกันมากนั่นเอง
 
          ในการปลูกจันทร์ผา ควรปลูกในดินทีผสมด้วยหินหรือลูกรังให้มาก ดังนั้นในหลุมที่ขุดเตรียมไว้เพื่อปลูกจันทร์ผา จึงควรมีการผสมดินปลูกใหม่ให้เหมาะสม ดังกล่าวเพราะถ้าหากปลูกจันทร์ผาโดยวิธีกรปลูกลงในดินล้วน ๆ แล้ว ยอดของจันทร์ผาที่เกิดใหม่จะลีบเล็กลงทั้งนี้เพราะจันทร์ผาเป็นไม้ที่มีรากแข็งแรงและ ชิบฝังรากลึก ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี ดังนั้น การปลูกจันทร์ผาโดยใช้ส่วนผสมที่มีหินหรือลูกรัง จะช่วยรากของจันทร์ผาแข็งแรงและทนแล้งได้ดี ดังนั้น หากปลูกจันทร์ผาในดินล้วน ๆ รากของจันทร์ผาจะไม่แข็งแรง และมีผลทำให้ยอดลีบเล็กลงได้
 
         จากเหตุผลดังกล่าวมานี้เอง เราจึงมักจะพบเห็นจันทร์ผาในธรรมชาติขึ้นอยู่ตามภูเขาสูง ๆ หรือตามเกาะแก่งกลางทะเลที่ห่างไกลจากฝั่ง
 
         การขยายพันธุ์จันทร์ผา ในสมัยก่อนนิยมใช้วิธีการปักชำโดยการตัดหน่อหรือกิ่งของจันทร์ผาจากต้นเดิมแล้วนำมาปักชำ ในกะบะเพาะชำ หรือจะใช้วิธีการหักต้นจันทร์ผาไปเพาะชำ หรือปักลงในแปลงปลูกโดยตรง จันทร์ผาก็สามารถจะเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่แต่ในปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยง ต้องประสบปัญหาในการหาต้นพันธุ์จันทร์ผา ทั้งนี้อันเนื่องมาจากจันทร์ผาที่เกิดในธรรมชาติมักจะเกิดขึ้นในแหล่งที่เป็นป่าอนุรักษ์หรือ ในที่วนอุทยาน อุทยานแห่งชาติ ฯลฯ จึงทำให้ต้นพันธุ์จันทร์ผา เริ่มที่จะหายากขึ้น จึงได้มีการคิดค้น การเพาะขยายพันธุ์ต้นจันทร์ผาจากเมล็ดโดยศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์พืชสวนเลย จังหวัดเลย
 
         ในตอนต่อไปเราจะได้นำเสนอเรื่องราวรายละเอียดของเทคนิคและขั้นตอนในการขยาย พันธุ์จันทร์ผาจากเมล็ดกันนะคะ
 
งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
โทร.  (074) 211030-49  ต่อ 2370  ต่อ 14,212849 ต่อ 14 แฟกซ์ (074) 558803
สถานีวิทยุ ม.อ.FM 88 MHz
ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา : 15.45-15.55  น.
โทร.  (074) 211030-49 ต่อ 2999

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แก้วิกฤติสวนมะพร้าว

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากกรณีที่ขณะนี้ มีแมลงดำหนามมะพร้าว และหนอนหัวดำมะพร้าวระบาด ซึ่งหนอนหัวดำมะพร้าวเป็นแมลงศัตรูมะพร้าว สายพันธุ์ใหม่ที่พบลงทำลายมะพร้าวในประเทศไทย เบื้องต้นกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการการควบคุมและกำจัดหนอนหัวดำ มะพร้าวในระยะแรกโดยใช้งบประมาณดำเนินการของกรมฯ ประมาณ 7 ล้านบาท เพื่อเข้าไปดำเนินการควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าวดังกล่าว โดยในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง และพื้นที่ที่พบมีการระบาดให้ดำเนินการใช้วิธีกล เป็นการตัดทางใบมะพร้าวมาเผาทำลาย และการใช้ชีววิธีโดยการฉีดพ่นเชื้อแบคทีเรีย บีที เป็นต้น

นายอรรถกล่าวว่า กรณีที่มีศัตรูพืชระบาดจะมีมาตรการดำเนินการ 2 มาตรการคือ มาตรการเร่งด่วน ดำเนินการตัดทางมะพร้าวที่ถูกทำลายมาเผา ฉีดพ่นเชื้อแบคทีเรีย บีที เพื่อทำลายตัวหนอนหัวดำมะพร้าว การปล่อยแตนเบียนไข่ทริค โคแกรมม่า เพื่อทำลายไข่หนอนหัวดำมะพร้าว และการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและมีส่วนร่วมในการควบคุมและกำจัดหนอนหัวดำ อย่างยั่งยืน และมาตรการเฝ้าระวัง จะมีการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มีการอบรมให้ความรู้เกษตรกรในการควบคุมและกำจัดศัตรูมะพร้าว โดยวิธีผสมผสาน การผลิตขยายเชื้อแบคทีเรีย บีที การจัดทำแปลงติดตามสถานการณ์การระบาด สำรวจติดตามต่อเนื่อง เฝ้าระวังและเตือนภัยการระบาดในระดับตำบลอำเภอและจังหวัด.

credit:http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=339&contentID=110998

รายงานพิเศษ-มหัศจรรย์มะพร้าวไทย

เพชร รัตน์ สิทธิรักษ์ ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร มก. สวนมะพร้าว อายุเกือบ 200 ปี ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ที่ อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรีมะพร้าว มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ใด หรืออยู่บนส่วนไหนของโลกยังไม่มีข้อสรุปและชี้ชัด แต่ก็มีบันทึกไว้มากมายว่าอยู่ส่วนโน้นส่วนนี้ เริ่ม จากทวีปอเมริกา ที่โคลัมเบีย มีพืชตระกูลเดียวกับมะพร้าวขึ้นอยู่มากมาย นักพฤกษศาสตร์ มีความเห็นว่า มะพร้าวน่าจะวิวัฒนาการมาจากพืชพรรณเหล่านั้น ที่อเมริกากลาง มีปลูกมะพร้าวมาช้านาน โดยเฉพาะปานามา อเมริกาใต้ ก็มีบันทึกว่า มีปลูกมะพร้าวมานาน จากนั้นกระจายไปสู่ภูมิภาคอื่น หมู่เกาะแปซิฟิก เป็นถิ่นมะพร้าวเช่นกัน ที่ หมู่เกาะ ในมหาสมุทรแปซิฟิก มีการปลูกมะพร้าวมากมาย เนื่องจากปลูกมานาน ความหลากหลายทางด้านสายพันธุ์จึงมีมาก ชาวเกาะบางแห่ง นับถือมะพร้าวเป็นเทพเจ้า ในอินเดีย มีบันทึกการใช้ประโยชน์มะพร้าว ตั้งแต่สมัยพุทธกาล เอเชียก็มีบทบันทึก ที่ศรีลังกา มีหลักฐานว่า ปลูกมะพร้าวก่อนคริสตกาล 300 ปี เอเชียอาคเนย์ เจ้าของท้องถิ่น ก็มีความเชื่อว่า มะพร้าวมีถิ่นกำเนิดในถิ่นนี้เช่นกัน สำหรับ ถิ่นกำเนิดของมะพร้าว คงต้องมีการถกเถียงกันต่อไป

credit:http://www.keajon.com/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7/